ซื้อน้ำขวด VS ติดเครื่องกรองน้ำ แบบไหนประหยัดกว่ากัน?

เทียบกันชัดๆ ซื้อน้ำขวดดื่มทีละแพ็ค กับติดตั้งเครื่องกรองน้ำไว้ใช้เอง แบบไหนช่วยคุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่ากันในระยะยาว พร้อมกางตัวเลขสถิติที่คุณอาจคาดไม่ถึง
"น้ำดื่ม" คือสิ่งจำเป็นที่เราต้องจ่ายเงินซื้อกันอยู่ทุกวันใช่ไหม? แต่เคยลองมานั่งคำนวณกันดูจริงๆ ไหมว่า ระหว่างวิถีชีวิตยอดฮิตอย่างการ "ซื้อน้ำขวดดื่มทีละแพ็ค" เดินแบกหลังขดหลังแข็งเข้าบ้าน กับการตัดสินใจ "ลงทุนติดเครื่องกรองน้ำ" ไว้ที่บ้านไปเลยทีเดียว แบบไหนจะเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของเราได้มากกว่ากัน?
วันนี้ PBK จะพาทุกคนมากางตัวเลขเทียบกันให้เห็นชัดๆ แบบเคลียร์ๆ ไปเลยครับว่า ในระยะยาวแล้วแบบไหนคุ้มค่าและเหลือเงินทอนให้คุณมากกว่ากัน!
1. สายซื้อน้ำขวดดื่มทีละแพ็ค : สะดวก แต่อาจจ่ายแพงโดยไม่รู้ตัว
สำหรับครอบครัวขนาดมาตรฐานที่มีสมาชิกประมาณ 3-4 คน ปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสมจะอยู่ที่เฉลี่ยวันละ 8 ลิตร หรือเทียบเท่ากับน้ำดื่มขวดใหญ่ประมาณ 6 ขวด หากเราเลือกซื้อน้ำขวดมาดื่ม ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาจะเป็นดังนี้...
- ค่าใช้จ่ายต่อวัน : คิดเป็นเงินประมาณ 60 บาท/วัน
- ค่าใช้จ่ายใน 1 ปี : รวมเป็นเงินสูงถึง 21,900 บาท
- ค่าใช้จ่ายสะสมใน 3 ปี : ตัวเลขจะพุ่งไปถึง 65,700 บาท
เห็นตัวเลขแล้วหลายคนอาจจะเริ่มตกใจใช่ไหม? เพราะเวลาเราจ่ายเงินซื้อทีละแพ็ค แพ็คละไม่กี่สิบขวดเรามักจะไม่ทันสังเกต แต่พอรวมเป็นรายปีแล้ว มันคือเงินก้อนใหญ่ที่หายไปจากกระเป๋าอย่างต่อเนื่อง แถมยังไม่รวมเหนื่อยกับการต้องคอยแบกน้ำหนักๆ และขยะขวดพลาสติกที่ล้นบ้านอีกด้วย
2. สายติดเครื่องกรองน้ำ : ลงทุนครั้งเดียว จบปัญหาระยะยาว
คราวนี้เราลองมาราคาสเปคของการเปลี่ยนมาติดตั้งเครื่องกรองน้ำไว้ใช้งานเองที่บ้านกันบ้าง แน่นอนว่าในปีแรกอาจจะดูเหมือนมีก้อนการลงทุนที่สูงกว่า แต่ถ้ามองภาพรวมระยะยาว 3 ปี ตัวเลขจะเปลี่ยนไปทันที
ปีที่ 1 (ค่าเครื่อง + ไส้กรอง + ค่าติดตั้ง) : ราคาโดยรวมประมาณ 10,000 บาท
ปีที่ 2 และปีที่ 3 (ค่าเปลี่ยนไส้กรองตามรอบ) : จ่ายเพียงค่าไส้กรองประมาณ 3,500 บาท/ปี เท่านั้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพน้ำดิบและพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละบ้าน)
สรุปค่าใช้จ่ายรวมใน 3 ปี : จะอยู่ที่ประมาณ 17,000 บาท เท่านั้น!
จากข้อมูลตัวเลขทั้งหมดคงปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่า "การเลือกติดตั้งเครื่องกรองน้ำชนะขาดลอยแบบไม่เห็นฝุ่น" เพราะช่วยให้คุณ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 40,000 บาท ภายในระยะเวลา 3 ปี
การเลือกติดเครื่องกรองน้ำเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวอย่างแท้จริง นอกจากจะช่วยให้คุณจ่ายน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว สมาชิกทุกคนในบ้านยังได้ดื่มน้ำที่ใส สะอาด และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แถมยังเหลือเงินหมุนเวียนก้อนใหญ่ไปต่อยอดเป้าหมายอื่นๆ ของครอบครัวได้อย่างมั่นใจอีกด้วย


